โรคหัวใจ และหลอดเลือด ในช่วงที่ผ่านมาคนไทยมีแนวโน้มการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน โดยพบว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คน ที่ชอบทานอาหารที่มีไขมัน และคาร์โบไฮเดรตสูง ออกกำลังกายน้อยลง และมีความเครียดมากขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลให้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วยอีกดังนี้
สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคหลอดเลือดตีบ หรือตัน
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบและการเสื่อมสภาพ โดยมีปัจจัยที่ควบคุมได้ และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
ปัจจัยที่ควบคุมได้
1.อาหาร
การบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์สูงเป็นประจำ ทำให้มีไขมันไปเกาะผนังของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง
- การสูบบุหรี่และการใช้ยาสูบ
สารเคมีในบุหรี่สามารถทำลายผนังของหลอดเลือดและทำให้ไขมันสะสมง่ายขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันของหลอดเลือด
- การออกกำลังกายน้อย
การขาดการออกกำลังกายสามารถนำไปสู่ความดันโลหิตสูง และทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี ซึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มการสะสมของพลัค (พลัค คือคราบเนื้อเยื่อไขมันที่สะสมอยู่ที่ผนังของหลอดเลือดชั้นใน ผสมพังผืดจับตัวเป็นแผ่นนูน) ในหลอดเลือดได้
- โรคเบาหวาน
การมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่องสามารถทำลายผนังหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อการสะสมไขมัน
- ความดันโลหิตสูง
ความดันเลือดที่สูงสามารถทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมและเกิดแผ่นพลัคได้ง่าย
ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
- อายุ โดยปกติแล้ว ความเสี่ยงของโรคหัวใจจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น
- พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
- เพศ ผู้ชายจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน
การรักษาโรคหลอดเลือดตีบ
การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมีหลายวิธี ทั้งทางการแพทย์ และการผ่าตัด เพื่อลดอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพหัวใจที่ดีขึ้น ดังนี้
- การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การเลิกสูบบุหรี่, ควบคุมน้ำหนัก, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, และการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ
- การใช้ยา
- ยาลดคอเลสเตอรอล เช่น สแตติน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและลดการสะสมของพลัค
- ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่นๆ เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด
- ยาขยายหลอดเลือด ช่วยให้หลอดเลือดผ่อนคลายและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังหัวใจ
- ยาลดความดันโลหิต ช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
- การผ่าตัด ในกรณีที่ยาและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไม่เพียงพอในการควบคุมอาการ อาจมีการพิจารณาทางเลือกทางการผ่าตัด
- การต่อบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (CABG) หรือที่เรียกว่าการผ่าตัดบายพาสหัวใจ โดยใช้หลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาต่อผ่านบริเวณที่มีการตีบตันเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนรอบพื้นที่ที่อุดตัน
- การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและติดตั้งขดลวด (Stenting) การใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดที่ตีบตันและวางขดลวดเพื่อให้หลอดเลือดคงรูปและไม่หดตัวกลับ
การรักษาแต่ละวิธีมีความเหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและลักษณะเฉพาะของโรคในแต่ละบุคคล การประเมินและแนะนำโดยแพทย์เป็นสิ่งสำคัญในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดค่ะ
กล่าวโดยสรุป
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หากดูแลตนเองได้ไม่ดีพอ ดังนั้นหากมีอาการเจ็บหน้าอก,หายใจไม่ค่อยออก,เหนื่อยง่ายกว่าปกติ,รู้สึกไม่สบายหรือคลื่นไส้ และเหงื่อออกเยอะ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจหาโรคหรือความปกติต่างๆ ที่นำพาไปสู่การเป็นโรคอื่นๆ ทั้งนี้หากเราสามารถพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ค่ะ